ประวัติวัดมโนธรรมาราม

getattachment-aspx-38
เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแล้วหลายร้อยปี แต่หลักฐานการก่อสร้างไม่ปรากฏชัดว่าสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ใดหากมีศิลปกรรมภายในวัดคือ พระปรางค์ เป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น วัดนางโนมีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ด้านฝั่งตะวันตกของวัดติดลำน้ำแม่กลอง เขตตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จ. กาญจนบุรี สันนิษฐานกันว่าเดิมทีวัดนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนแต่ครั้งเกิดสงครามไทยกับพม่า ชาวบ้านจึงอพยพหลบหนีไปที่อื่น วัดจึงตกอยู่ในสภาพเป็นวัดร้างเช่นเดียวกับอีกหลายๆวัดในเขตเมืองกาญจนบุรี ครั้นสงครามสงบลง ชาวบ้านจึงได้กลับถิ่นฐานเดิมและบูรณะซ่อมแซมวัด แล้วจึงนิมนต์พระภิกษุให้มาจำพรรษาในครั้งนั้น  มีผู้หญิงท่านหนึ่งชื่อ “โน” เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัด เมื่อทุกอย่างสำเร็จลงแล้ว ชาวบ้านจึงได้เรียกวัดนี้ว่า “วัดนางโน” เรื่อยมาจนกระทั่งได้ชื่อเป็นทางการว่า“วัดมโนธรรมาราม”








getattachment-aspx-30

” เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2502 จากหนังสือวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดกุมารทอง บุตรนางบัวคลี่

ตอนที่ว่า

อุ้มเอาทารกยกจากท้อง                      กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ

หยิบเอาย่ามใหญ่ใส่สวมคอ                          เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป

เปิดประตูจู่ออกมานอกบ้าน                           รีบเดินผ่านป่าตัดเข้าวัดใต้

ปิดประตูวิหารลั่นดาลใน                              ลิ่มกลอนซ่อนใส่ไว้ตรึกตรา





หนังสือสมุดราชบุรีของสยามรัฐพิพิธถัณฑ์ พุทธศักราช 2468 กล่าวไว้ในตำนานเรื่องเมืองกาญจนบุรีเกี่ยวกับการการปกครองท้องที่ในระเบียบใหม่เมื่อ ร.ศ.114 ถึง ร.ศ.116 ได้แบ่งอาณาเขตเมืองกาญจนบุรีไว้เป็น3 อำเภอ คือ1. อำเภอเมืองกาญจน์    2.อำเภอใต้  3.อำเภอเหนือ- อำเภอใต้ที่ว่านี้ ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่ท่าไม้รวก ตำบลม่วงชุม ริมแม่น้ำแม่กลอง- ร.ศ.120 ย้ายที่ว่าการอำเภอไปอยู่ที่ตำบลท่าม่วงฝั่งซ้ายริมแม่น้ำแม่กลอง เปลี่ยนชื่อเป็นตำบลวังขนาย- พ.ศ. 2490 ที่ว่าการอำเภอย้ายไปตั้งที่ริมถนนแสงชูโต ในเขตตำบลท่าม่วง” เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอท่าม่วง จนถึงปัจจุบันนี้ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า วัดใต้ ที่กล่าวในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ก็คือ วัดนาง โน นั่นเอง